ด้วยรักจากใจ ข้าวมันไก่ แพนด้า และซุปเต้าหู้

 

ผมลงรถแดงที่ตีนดอยสุเทพ ตรงข้ามกับสวนสัตว์เชียงใหม่พอดิบพอดี

 

สนนราคาค่าเดินทางลงมาจากยอดดอยที่ 30 บาท

 

ต้นไม้บริเวณนี้ค่อนข้างสูงใหญ่ แม้จะเป็นช่วงบ่ายสอง แต่ก็ไม่ได้ร้อนมากมายอย่างที่คิด เผลอๆ เข้าไปในสวนสัตว์ อาจจะร้อนกว่านี้ก็เป็นได้ ผมเดินข้ามถนน แวะซื้อขนมจีบกินรองท้องสักหน่อย เพราะทั้งวันยังไม่ได้กินอะไรเลย เมื่ออิ่มหนำกับขนมจีบเรียบร้อย จึงมุ่งหน้าเข้าสู่สวนสัตว์เชียงใหม่โดยพลัน 

ด้วยความที่มาคนเดียว ก็มีเอ๋อๆ กันไปบ้าง โดยเฉพาะโถงทางเข้าที่กว้างใหญ่ของสวนสัตว์ ก็ทำให้ผมงงงวยไปเหมือนกันว่า จะเริ่มจากตรงไหนดี แต่โชคดี (รึเปล่า) ที่วันนี้มีแก็งค์นักเรียนมาทัศนศึกษากัน เลยพอรู้ว่า จุดไหนคือที่ซื้อตั๋ว จุดไหนคือทางเข้า แล้วเราควรเริ่มจากจุดไหนก่อน
 
เดินมาถึงจุดจำหน่ายตั๋ว ตรงรี่เข้าไปซื้อตั๋วในราคา 50 บาท แต่ถ้าจะดูหลินปิง หลินฮุ่ยด้วยล่ะก็ ต้องเสียค่าเข้าชมอีก 50 บาท รวมทั้งหมดเป็น 100 บาท
 
ผมเองก็ไม่รู้คิดอะไรอยู่ในใจ เพราะถึงเวลาเข้าจริง กลับรู้สึกเสียดายเงินเพียงแค่ 50 บาท ทั้งๆ ที่โอกาสชมหลินปิงตัวเป็นๆ (ที่ไม่ได้ชมผ่านแพนด้า แชนแนล) ก็รออยู่ตรงหน้า (ไม่งั้นต้องกลับไปดูน้องเค้าหลับผ่านทีวีเหมือนเดิมนะเธอว์) แต่สุดท้ายก็ไม่ยอมซื้อตั๋วเข้าชมแพนด้าจริงๆ เพราะตอนนั้นผมมีความรู้สึกว่า "ไม่เห็นจะจำเป็นต้องดูอย่างอื่น ถ้าต้องเสียเงินเพิ่มขึ้นเลยอ้ะ" Foot in mouth
 
แน่นอนครับ, ผมจึงไม่แม้แต่จะเดินเฉียดเค้าท์เตอร์ขายบัตรเข้าชม Chiang Mai Zoo Aquarium ที่ต้องเสียเงินเข้าไปดูตั้ง 250 บาทแหน่ะ!! (กินข้าวได้ตั้งหลายมื้อนะ ฮึ)
 
เดินตัวปลิวเข้าไปด้านใน เจออย่างแรกเลยกับรูปปั้นนูนสูงติดผนังช้างหลายๆ ตัวยืนพ่นน้ำกันหน้าสลอน ดูแล้วน่ารักดี แต่แดดมันร้อนมากครับ ยืนน่ารักได้แป๊บเดียวก็ขอเดินต่อดีกว่า กรงแรกเลยที่เจอก็เป็นพวกนกต่างๆ แล้วก็นกฟลามิงโกยืนยกขาเดียว อวดสีชมพูแปร๊ดที่สะท้อนแสงแดดอย่างมีเสน่ห์ คือมันสวยจริงๆ นะครับ แต่เวลาที่มันส่งเสียงร้องนี่หมดสวยเลยทีเดียว ราวกับพริตตี้ที่เผลอก๊งเหล้าเมาจนกลายเป็นลำยองยังไงยังงั้น ทางที่ดียืนนิ่งๆ เฉยๆ จะดีกว่านะจ๊ะฟลามิงโกเอ๋ย
 
ผมเดินไปสักพักก็รู้ตัวว่ากำลังคิดผิดอย่างใหญ่หลวงครับ เพราะ
 
1. แดดที่ร้อน หันไปมองคนอื่น (ประมาณ 10%) เขาก็มีร่มกางกันทั้งนั้น
2. ทางที่ชัน เพราะทำเลที่ตั้งของสวนสัตว์อยู่ตรงภูเขาพอดี เดินเรื่อยๆ ให้ความรู้สึกยังกะไต่ขึ้นอุทยานแห่งชาติสามร้อยยอด
3. คนอื่นๆ (อีกประมาณ 90%) เขาก็ใช้บริการรถนำเที่ยวกันทั้งน๊านนนนนน~ ไม่เห็นจะมีใครระห่ำเดินแบบผมเลยสักคน
 
ผมจึงเบนเข็มหันหลังกลับทันที พร้อมจ้ำอ้าวไปขึ้นรถนำเที่ยวที่จอดไว้ตรงปากทางเข้า รถนำเที่ยวที่สวนสัตว์เชียงใหม่ จะวิ่งวนให้บริการรอบๆ สวนสัตว์ครับ ซึ่งใครถูกใจจะแวะชมกรงไหน โซนอะไร ก็สามารถลงจากรถไปชมได้ แล้วถ้าจะเดินทางไปต่อ ก็รอรถคันต่อไป ก็ขึ้นได้เลยครับ เพียงแต่มีข้อแม้ว่า ตั๋ว 1 ใบ วนได้ 1 รอบเท่านั้น หากดูกอริลล่าแล้ว เกิดอุตริอยากจะกลับไปดูมันร้องโฮกๆ อีกสักรอบ ก็คงต้องใช้วืธีเดินย้อนกลับไปเองล่ะครับงานนี้
 
จริงๆ ผมค่อนข้างจะแอนตี้เล็กๆ กับการนั่งรถเที่ยวสวนสัตว์นะครับ เพราะมันทำลายบรรยากาศของการแอบดูสิงสาราสัตว์ไปเสียหมด (แต่ถึงจุดนี้ก็ยอมกันหน่อยล่ะ ร้อนไม่ไหวแล้วววว) ระหว่างทางก็ผ่านกรงสัตว์ต่างๆ มากมาย ที่ไม่ต่างจากเขาดินสักเท่าไหร่ นอกจากนั้นก็ยังมีช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเงินทองยิบย่อยของสวนสัตว์ ทั้งให้อาหารช้างเอย ถ่ายรูปคู่กับม้าเอย ขี่ลาเอย ให้อาหารกวางเอย สารพัดเรื่องเสียเงินครับ (อย่าหวังจะแอ้มซะให้ยาก ฮึ) จริงๆ ไม่ใช่งกหรอกนะฮะ แต่กลัวตังค์ในกระเป๋าจะไม่พอซื้อข้าวให้ตัวเองกินน่ะสิ แห่ะ แห่ะ
 
ผมกระโดดลงไปดูโซนที่สนใจบ้างบางโซนครับ อย่างเช่นโซนสัตว์เลื้อยคลาน โซนหมีโคอาล่า ที่เพิ่งมีลูกหมีโคอาล่าเกิดใหม่ด้วย น่ารักอย่าบอกใคร (แต่คนกลับสนใจแพนด้ามากกว่าเป็นเท่าตัว) เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปเอาไว้ ลืมจริงๆ ครับ
 
การแสดงโชว์แมวน้ำก็ส่งเสียงเรียกให้ต่อมอยากดูของผมทำงานได้ไม่น้อย เสียแต่ว่ามันเป็นเสียงที่เขากำลังทำการแสดงโชว์อยู่ ซึ่งแปลว่าเราไม่สามารถเข้าชมได้แล้วครับ หากจะรอรอบต่อไปต้องรออีก 2 ชั่วโมงเลยทีเดียว ผมเลยสละสิทธิ์ (ไอ้บ้า เค้าเรียก ไม่มีสิทธิ์!! ไม่ใช่สละสิทธิ์ Sealed) เดินเข้าไปดูแค่ใต้บ่อ ได้เห็นแมวนเกระโดดจุ่มซ่า... จุ่มซ่า... ก็น่ารักพอใจผมแล้วล่ะครับ
 
นั่งรถไปเรื่อยๆ ดูโน่นนี่นั่น สุดท้ายรถก็วนกลับมาที่ทางเข้าแล้วครับ นั่นหมายความว่าเราเที่ยวสวนสัตว์เชียงใหม่จบเรียบร้อยแล้ว หากใครยังไม่จุใจก็สามารถเดินเข้าไปชมใหม่ได้ไม่มีปัญหา หรืออยากนั่งรถนำเที่ยวอีกสักรอบก็ซื้อบัตรได้ในราคา 20 บาทเช่นกัน ส่วนผมคงอิ่มกับการเยี่ยมชมสวนสัตว์เชียงใหม่แล้วล่ะครับ ที่นั่งมา รวมๆ กับที่แวะลงบางโซนบ้างก็ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงแล้วล่ะ แถมเย็นนี้ผมก็ยังมีภารกิจต้องไปเดินถนนคนเดินที่วัวลายกับพี่อีก 2 คนที่นัดเอาไว้เมื่อคืนซะด้วย งั้นผมก็น่าจะต้องรีบกลับไปเตรียมตัวดีกว่า เวลาก็ปาเข้าไปบ่าย 3 แก่ๆ แล้วด้วยสิ
 
ออกมาหน้าสวนสัตว์ เหมารถแดงไปช้างเผือกเพื่อกลับที่พัก (เหมาตลอดเลยอ้ะ จนแน่ๆ เลย ฮืออออ Tongue out) สนนราคาที่ 60 บาท แต่คราวนี้ผมมาลงที่ตลาดช้างเผือกครับ เพราะกะว่าจะหาอะไรทานก่อนเข้าที่พักสักหน่อย ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเป็นชิ้นเป็นอันเลย
 
เขาว่ากันว่า ที่ตลาดช้างเผือกมีร้านข้าวมันไก่อยู่ร้านนึง ที่อร่อยมากกกก เรียกได้ว่าหมดในเวลาอันสั้น แถมราคาก็ไม่แพง ผมเลยตามหาร้านข้าวมันไก่ร้านนี้ครับ จนเจอเพิง (เรียกซะเสียหมดเลย อิอิ) อยู่หน้าบ้าน ที่แปะป้ายไว้ว่า "ข้าวมันไก่ช้างเผือก เจ้าเดียวไม่มีที่อื่น" (ประมาณนี้อ่ะครับ จำไม่ชัวร์) แต่มันเหลือแค่เพิงครับ ซึ่งเดาได้ 2 รูปแบบว่า ถ้าไม่ขายหมดไปแล้ว ก็แปลว่าร้านยังไม่เปิดขาย...
 
แต่คำตอบชัวร์ๆ เลยคือ มื้อนี้อดกินข้าวมันไก่อันลือลั่นไปแล้วล่ะครับ Tongue out เลยจำต้องเดินหาของกินที่น่าสนใจต่อไป เดินมาเรื่อยๆ ก็มาเจอกับร้านอาหารญี่ปุ่นในเมืองเชียงใหม่ ที่ดูน่ารักๆ แต่งร้านแบบเรียบง่าย เอาเป็นว่าเรียบง่ายมากๆ แอร์ไม่มี แต่มันน่านั่งอย่างบอกไม่ถูก เหมือนมีอะไรดึงให้ผมเอาแก้มก้นเข้าไปสัมผัสกับพื้นเก้าอี้อุ่นๆ จนได้ สุดท้ายก็ลงเอยที่ร้านนี้แหล่ะครับ
 
ผมสั่งข้าวแกงกระหรี่หมูทงคัตสึกับซุปสิโสะมากิน (ช่างเข้ากับบรรยากาศล้านนาเสียจริงจริ๊งงง) ซึ่งอร่อยใช่ย่อยเลยนะ Wink ราคาก็ไม่แพง เพียง 80 บาทเท่านั้นเอง (กินที่พารากอนไม่ได้ราคานี้นะเออ) ก็ถือโอกาสนั่งผ่อนคลายไปด้วย เสียดายที่ผมจำชื่อร้านไม่ได้ (ถ่ายรูปหน้าร้านมายังไม่ติดป้ายชื่อร้านเลย โฮกกกก ฝีมือห่วยบรม) เอาเป็นว่า ร้านอยู่เยื้องๆ กับโรงเรียนช้างเผือกนะครับ ร้านนี้ผมการันตี อิ อิ
 
เอาล่ะ!! ได้เวลากลับห้อง อาบน้ำแต่งตัว พร้อมออกเดินถนนคนเดินวันเสาร์กันแล้ววววว~