พระธาตุเหลืองนวล แพนด้าขาวโพลน

ท้องฟ้าสดใสมั่กๆ

อยากจะเอานิ้วแตะน้ำลาย แล้วป้ายข้างหัว พลางใช้หมอง... นั่ง 'มาธิ แบบอิ๊กคิวซังเสียตรงนี้

ใจนึงก็กลัวรองเท้าหาย ไอ้หายนี่ไม่เท่าไหร่ อต่การที่ต้องกลับที่พักโดยเท้าเปล่านี่แหล่ะ ที่ผมทำใจไม่ด๊ายยยย แต่อีกใจนึงก็อยากขึ้นไปสักการะ เพราะใช่ว่ามาพระปรางค์วัดอรุณใกล้บ้านเสียที่ไหน นี่มันพระธาตุดอยสุเทพ เชียงใหม่เลยนะ

ถึงขั้นนี้ สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เราใจเย็น สงบลงได้ นั่นคือ การคิดบวกแบบนาตาลี เกลโบว่า (ก่อนมีสามีเป็นภราดร เธอก็คิดบวกแบบนี้แหละ ฮ่า ฮ่า)

       ...คิดเสียว่า คนไทยมีคุณธรรม ไม่ต้องการของจากผู้ใด
       ...คิดเสียว่า รองเท้าเน่าไ สีแดงแปร๊ดขนาดนี้ ใครล่ะจะอยากได้ไป
       ...คิดเสียว่า น้องๆ ที่รำโชว์อยู่ก็คงจำได้ ว่ารองเท้าของใครเป็นของใคร
       ...คิดเสียว่า การแอ๊บมั่วไม่มี คนไทยซื่อตรงเป็นที่ 1 ไม่แพ้ญี่ปุ่นเลยล่ะ
       ...คิดเสียว่า การได้มาสักการะ ไหว้พระไหว้เจ้า มันช่างเปี่ยมสุข แม้รองเท้าจะหาย ก็ไม่เสียดาย

คิดได้ดังนั้น ผมเลยตัดสินใจถอดรองเท้า และวางไว้ลึกๆ หน่อย พร้อมกับตั้งใจว่า จะรีบไหว้ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่น และรีบกลับมาหารองเท้าอันเป็นที่รักโดยไว พอถอดรองเท้าปุ๊บ ผมจึงตัดใจจากรองเท้าทันที ช่วงเวลาหลังจากนี้ ขอนอกใจไม่คิดถึงรองเท้าสักพักนะจ๊ะ ไม่งั้นกระวนกระวาย จิตใจไม่สงบเป็นแน่

ก้าวขึ้นบันไดขั้นแรก... ถึงกับขนลุกซู่

ไม่ใช่เพราะความขลัง หรือมนต์วิเศษใดๆ ของพระธาตุหรอกครับ แต่เป็นเพราะพื่นที่ "ร้อนมากกกกก" หินอ่อนเนียนๆ นอนอาบแดดยามเที่ยงเปรี้ยงๆ ทำปฎิกิริยากับฝ่าเท้าของผมได้อย่างเหมาะเจาะ แม้ว่าจะมีถุงเท้ารองอยู่อีกชั้นนึงก็ตาม แต่มันก็ไม่ได้ช่วยประทังความร้อนให้ลดน้อยลงไปได้เลย

ผมจึงกระโดดเหยงๆ เข้าร่มใต้หลังคาโดยพลัน โชคดีที่ตรงหน้าคือซุ้มบริจาคปัจจัยตามศรัทธา เพื่อรับดอกไม้ ธูป เทียนไปสักการะพระธาตุพอดี ผมจึงหย่อนลงไป 20 บาท พร้อมกับสอดส่องต่อไปอีกว่า จะเดินไปถึงพระธาตุยังไง โดยที่ฝ่าเท้าไม่บวมแดง (ฮ่า)

โชคดีที่รอบๆ พระธาตุนั้น ทางเจ้าหน้าที่เค้าเอาใจใส่ฝ่าเท้าของนักท่องเที่ยวทุกคน (เอ๊ะ.. หรือใส่ใจฝ่าเท้าของตัวเองมากกว่า เพราะพี่ๆ เจ้าหน้าที่ก็ต้องถอดรองเท้าเหมือนกันนี่นา) เค้าจึงมีการปูเสื่อเอาไว้รอบๆ พระธาตุ สำหรับผู้ที่มีจิตศรัทธา ต้องการไหว้ และเวียนเทียนรอบพระธาตุ จะได้ปฎิบัติกิจกันอย่างสงบ ไม่ร้องวี้ดว้ายแต๋วแตกเพราะร้อนฝ่าเท้าแบบผม... ว่าไปแล้ว ทำไมพี่เจ้าหน้าที่ถึงไม่ปูเสื่อมาตั้งแต่หน้าบันได เชื่อมมาถึงพระธาตุด้วยเลยล่ะคร๊าบบบบบ

ผมไหว้พระธาตุ พร้อมเวียนเทียนสัก 3 รอบ (แหงล่ะ ใครเค้าเวียนเทียนกัน 8 รอบมั่งล่ะพ่อคุ๊ณ) ก่อนที่จะเก็บภาพพระธาตุดอยสุเทพสีเหลืองทองอร่าม คู่กับท้องฟ้าสดใสอีกนิดหน่อย แล้วจึงรีบจรลีเดินเข้าร่มใต้หลังคาที่อยู่รอบๆ พระธาตุอีกที

พระธาตุหน้าตรง
ถ่ายจากใต้หลังคารอบพระธาตุ หลบร้อนกันหน่อยยย

ผมเดินลัดเลาะใต้หลังคารอบพระธาตุไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะชื่นชมความงามของพระธาตุดอยสุเทพใจมุมต่างๆ รวมไปถึงสถาปัตยกรรม และจิตรกรรมที่สวยงามบริเวณโดยรอบ แต่ก็ต้องมาสะดุดกับพื้นที่เล็กๆ แต่คนแน่นขนัดเป็นพิเศษ เรื่องแบบนี้คนอย่างผมไม่มีทางที่จะพลาด เลยขอเดินดุ่มๆ เข้าไปสอดส่องสักหน่อย ว่าทำอะไรกันอยู่หรอจ๊ะ?

พระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่บริเวณโดยรอบพระธาตุฯ

ที่ส่วนนี้คือพื้นที่ประดิษฐานของ "หลวงพ่อทันใจ" เค้าว่ากันว่า ผู้ใดที่มาขอพรกับหลวงพ่อแล้ว จะสมหวังตามคำขอในเวลาอันรวดเร็ว เรียกได้ว่า ได้ตามหวังกันทันที ถ้าคุณขอภายใน 10 นาทีนี้ หลวงพ่อจะแถมบลา บลา บลา ให้อีก 1 ชุดไปเล้ยยย

แน่นอน คนอย่างผมจะไม่ขอ ก็ไม่ใช่คนไทยสิ (จริงไหมครับ) งานนี้ผมจึงตั้งใจขอพรกับหลวงพ่อไปข้อหนึ่งเหมือนกัน (ขอสงวนสิทธิ์ในการถามว่า พรที่ขอไปนั้นบังเกิดผลรวดเร็วสมดังคำร่ำลือหรือไม่นะครับ หึหึ) พอกราบไหว้และขอพรเสร็จ ก็รู้สึกโล่ง และมีความหวังกับพรข้อนั้นขึ้นเยอะเลย (ความหวังอยู่คู่กับคนไทยเสมอออออ)

ถัดมาไม่ใกล้ไม่ไกลนัก ก็จะมีโบสถ์ขนาดเล็กอยู่ ภายในมีพระสงฆ์อยู่ 2 รูป คอยทำพิธีพรมน้ำมนต์ และแจกสายสิญจน์ให้กับสาธุชนทั้งหลายที่มีจิตศรัทธา ซึ่งก็มีคนมานมัสการกันมากมายเลยล่ะครับ เห้นแล้วก็อบอุ่นใจกับวัฒนธรรมที่เรียบง่าย แต่ดูอบอุ่นแบบนี้จริงๆ เลย

มารับพรกันครับ (แอบต่อแถวผิด ฮ่าๆ)

ผมเองก็ขอเข้าไปต่อแถวรับพร และสายสิญจน์ด้วยเช่นกัน แต่ตัวผมเองอาจจะใช้เวลานานกว่าคนอื่นเค้า เพราะด้วยความที่เบลอๆ (ไม่รู้ว่าเบลออะไร) เลยไปต่อแถวผู้หญิงเข้า กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ใกล้จะถึงคิวแล้ว ทำเอาแทบแยกตัวออกมาต่อแถวฝั่งผู้ชายใหม่เกือบไม่ทันแหน่ะ แห่ะๆ

พระพุทธรูปองค์ใหญ่ ที่อยู่ภายในโบสถ์

เสร็จสิ้นภารกิจ ผมก็รีบจ้ำอ้าวลงมาจากพระธาตุฯ ด้วยความเป็นห่วงลูกรักของผม
       และ...
       และ...
       โอ้ววววววว มายก็อดดดดดดด!!
มันยังอยู่ดีที่เดิม ไม่ขยับเขยื้อนไปไหนเลยครับ!! (แล้วจะร้องโอ้ว มายก็อดทำม๊ายยยย)

เพราะรองเท้าผมยังอยู่ดี ทำให้ทัศนคติของผมที่มีต่อเชียงใหม่นั้น ดีขึ้นมากกว่าเดิมอีกเป็นสิบเท่าตัว และผมก็ยิ่งมีความรู้สึกว่า เมืองเล็กๆ เมืองนี้ มันชักจะเริ่มน่าอยู่ขึ้นทุกวันๆ แล้วสิ

แวะนั่งพักผ่อน เติมพลัง พร้อมเดินลงแล้วครับ!!
น้องฮั่งตู๋ เอ๊ย!! น้องโกลเด้นยอดดอยของใครไม่รู้ แต่น่าฮักหลายเจ้า

ก่อนจะเดินลงพระธาตุดอยสุเทพอีกกว่า 300 ขั้น ผมก็นั่งเล่น นั่งพักสักครู่ ซื้อไอศกรีมแพดเดิ้ล ป็อบหวานเย็น กินให้ชื่นใจ เพิ่มพลังกันสักหน่อย และจึงเดินลงไปอย่างชิลๆ พร้อมความตั้งใจที่ว่า ไหนๆ ก็มาถึงแถบนี้แล้ว และสวนสัตว์เชียงใหม่ก็อยู่บริเวณตีนดอยนี่เอง ถ้าจะไม่แวะสวนสัตว์เชียงใหม่ ไม่ได้สัมผัสหลินปิง หลินฮุ่ย และช่วง ช่วง ก็คงเรียกว่า มาไม่ถึงเชียงใหม่สินะ (หึ หึ) ผมจึงวางแผนไว้ว่า ช่วงเวลาที่เหลือนี้ คงต้องแวะเที่ยวสวนสัตว์เชียงใหม่สักหน่อย

เตรียมพร้อมเดินลงแล้วครั่บ!!
ถ่ายเก็บไว้อีกสักรูป ก่อนจากลา
พี่ยักษ์หน้าบึ้งตรงประตูทางเข้า

เวลาตอนนี้เกือบบ่ายสองโมงแล้ว แดดยังคงแรงอยู่ ชวนเปลี่ยนผิวใสให้สีสสวยราวน้ำผึ้งไหม้ได้ดีนักแล ผมเดินไปอย่างไร้จุดหมาย เพราะม่รู้ว่าตรงที่เค้ารอรถแดงเพื่อลงดอยกันนั้น มันจอดตรงไหน แต่เดินไปสักพัก รถแดงคนที่อยู่ด้านหลังผมก็บีบแตร ปี๊น ปี๊น ทำให้ผมได้ขึ้นรถแดงไปลงตีนดอยร่วมกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ โดยไม่ต้องเหมารถอีกแล้ว (ปลื้มจัง)

หลินปิงจ๋า รอแป๊บนะจ๊ะ (จั๊ด จัด จา ดา ดา ดา ดั๊ด จัด... ร้องแบบน้องหว่า หวา ในเพลงของ ETC ช่วงรายการคุณสรยุทธประกอบไปด้วย เพื่อเพิ่มอรรถรส)    

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ผมกลับมาแล้วววววว

ช่วยอ่านหน่อยนะคับ sad smile

#1 By NAMPU planet on 2010-08-18 19:58

copy writer มือทอง หายไปนานเลยนะครับ

เล่าซะเห็นภาพเลยว่า "ผู้ดีตีนแดง" เป็นอย่างไร ...แซวนะครับ

#2 By kurt (58.9.149.50) on 2010-08-18 21:51

แดง จนขาวเลยล่ะครับพี่ Kurt
เพราะว่า มันพอง ๕๕ confused smile

#3 By NAMPU planet on 2010-08-19 09:57

แล้วจะไปมาเก๊าเมื่อไหร่ครับ

#4 By kurt (115.87.178.188) on 2010-08-28 21:46