เดินวัวลายให้น่องลาย

ลมเย็นๆ...
เตียงอุ่นๆ...
เสียงเงียบๆ...
ตาเริ่มปรือ

ไม่!! ไม่!! (สะบัดหัวตัวเองสักสามสี่ที) ห้ามหลับเป็นอันขาด เพราะตลอดช่วงเย็น ลากไปจนดึกดื่น คาดว่าเราจะต้องเจอกิจกรรมแบบนอน-สต็อปเป็นอันแน่ หากเราทิ้งตัวลงนอนตอนนี้ อาจเท่ากับทิ้งทุกกิจกรรมของคืนนี้ไปด้วย ซึ่งจะไม่คุ้มกับการมาเชียงใหม่ครั้งแรกเป็นอย่างยิ่ง รวมไปถึงยังเหมือนกับการตัดสัมพันธ์อย่างกลายๆ ระหว่างผมและพี่อีก 2 คนที่กำลังบึ่งรถมารับ เพราะผมคงต้องผิดนัดเขาแน่ๆ

ประมาณ 5 โมงเย็น เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เรานัดแนะเส้นทาง และจุดหมายที่จะเจอกันอย่างเรียบร้อย ผมรีบจ้ำอ้าวลงไปที่อนุเสารีย์ช้างเผือก เพราะนัดพี่ๆ เอาไว้ที่นั่น ส่วนพี่ๆ ก็ใกล้ถึงจุดนัดพบแล้ว พอได้พบเจอกัน ก็ต้องฟังเสียงบ่น ระคนเสียงตัดพ้อของพี่เดียร์เล็กน้อย ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปถนนวัวลาย ถนนที่กลายสภาพเป็นตลาดสินค้าคำเมือง (และไม่คำเมือง แต่มีเสน่ห์น่าดู) ในทุกๆ วันเสาร์นั่นเองครับ

อ๊ะ อย่าทำหน้าบึ้งแบบนั้นสิ แหมมม แค่มีตัวละครใหม่เพิ่มขึ้นมา 2 คน ผมก็ต้องเกริ่นแนะนำให้รู้จักกันสักหน่อยสิ จริงมะ (ขอให้แนะนำรึเปล่าไม่รู้ แต่อยากให้รู้จัก Surprised) ลองหลับตา แล้วจินตนาการภาพตามสิ่งที่ผมเล่านะครับ (หลับตา แล้วจะอ่านที่แกเขียนได้ยังไงล่ะไอ้บ้า) งั้นไม่ต้องหลับตาแล้วครับ ช่วยจินตนาการหน่อยแล้วกัน แห่ะๆ Foot in mouth

ผมนั่งอยู่เบาะด้านหลังของคนขับ กำลังสวมบทไกด์แนะนำตัวละคร พร้อมกับผายมือไปฝั่งที่นั่งข้างคนขับ คนนี้ชื่อพี่เดียร์ครับ เคยพูดถึงพี่เขาไปแล้วสั้นๆ ใน “ความลับไม่มีในโลก (ไซเบอร์) ภาคจบ” หากอยากรื้อฟื้นพื้นเพของพี่แก ย้อนกลับไปอ่านได้นะครับ

ส่วนพี่อีกคนที่กำลังขับรถอยู่นี้ ชื่อพี่อ๋องครับ พี่อ๋องเป็นคนเชียงใหม่มาตั้งแต่กำเนิด แต่พอชีวิตก้าวเข้าสู่วัยทำงาน ก้ต้องระหกระเหินเดินทางจากบ้านเกิดเมืองนอนมาลำบากตรากตรำอยู่ในกรุงเทพฯ แดนศิวิไลซ์ (ประโยคข้างต้นอ่านยากมาก) เช่นเดียวกับพี่เดียร์ครับ ผมรู้จักพี่อ๋องผ่านกระทู้นิยายกระทู้หนึ่งในเว็บพันทิบ และก็รู้จักมักจี่ คุ้นเคยกันมาจนถึงบัดเดี๋ยวนี้

คนซ้ายคือพี่เดียร์ คนขวาคือพี่อ๋อง ผู้ร่วมเดินทางในคืนนี้ครับ
 
การเดินทางมาถนนวัวลายในครั้งนี้ ต้องขอบอกว่า ไม่รู้เรื่องอะไรเลยครับ พอมีเจ้าถิ่นพาตระเวนเที่ยวอย่างนี้ ผมเองก็นั่งชิลสบายอย่างไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เรียกว่าถ้าครั้งหน้าต้องมาเดินวัวลายอีกครั้งก็คงโง่ๆ แน่นอน มายังไงก็ไม่รู้ รู้แต่วันนี้มาอย่างราชา ด้วยราชรถเท่ๆ Embarassed (เริ่มหมั่นไส้ตัวเองนิดๆ)

พี่อ๋องบอกว่า เราต้องรีบออกมาก่อน เพราะไม่อย่างนั้นเราจะไม่มีที่จอดรถใกล้ๆ กับถนนคนเดิน และเวลาที่เราออกกันมานี้ ก็ถือว่าหมิ่นเหม่เต็มที ต้องไปลุ้นเอาข้างหน้าว่าจะได้ที่จอดรถไหม

พี่อ๋องขับอย่างชำนาญเส้นทางมั่กๆ (แหงสิ เค้าเป็นเจ้าถิ่นนิ)  ลัดเลาะจากถนนโน้น ออกซอยนี้ เข้าตรอกนั้น สุดท้ายก็มาหยุดอยู่หน้าถนนวัวลายพอดี ซึ่งเป็นไปตามคาด คือ “มาไม่ทัน” นั่นเองครับ จากความตั้งใจทีแรกที่จะรีบมาก่อนถนนปิด เพื่อที่จะขับทะลุจากหัวถนนมายังท้ายถนน เพื่อที่เวลาเดินจะได้เดินจากต้นทาง มายังปลายทาง และก็เจอรถที่จอดอยู่พอดี... เป็นไงล่ะ แผนการแจ่มมาก แต่เป็นแค่แผนการครับ เพราะไม่อาจทำจริงแบบที่หวังได้อีกแล้ว (ฮือออออ Tongue out)

เท่านั้นยังไม่พอ ละแวกรอบๆ ของวัวลายก็คราค่ำไปด้วยรถราที่จอดกันให้ดาษดื่น เรียกได้ว่าพี่อ๋องถึงกับร้องเฮ้ออออ~ ออกมาดังๆ แล้วก็ขับไปที่อื่นทันที

“สงสัยว่าจะต้องไปจอดที่ตลาดข้างๆ แล้วล่ะ” พี่อ๋องบอก ซึ่งทั้งผมและพี่เดียร์ไม่ได้ลำบากอะไรเลย เพราะมันคงไม่ไกลมากสักเท่าไหร่ แถมยังได้เดินเล่นอีกด้วย มันก็ดีสำหรับคนไม่เคยมาอย่างผมอยู่แล้ว

จุดที่เรามาจอดรถกันนี้เป็นตลาดสดในช่วงกลางวัน พอช่วงเย็นๆ ก็กลายร่างเป็นตลาดนัดที่ขายอาหารสำเร็จรูปทั่วไป แต่หน้าตาน่ากินชะมัด จากจุดที่เราจอดรถกับถนนวัวลายก็น่าจะสักประมาณ 500 เมตรได้ ไกลพอตัวอยู่ครับ แต่ดีตรงที่ระหว่างทางเดินนั้นไม่เบื่อเลย มีวัดที่น่าสนใจให้แวะเวียนเข้าไปกราบไหว้ตลอดทาง เช่นวัดยางกวง หรือปูชนียสถานเก่าๆ ที่อยู่ตามรายทางก็มีให้เราชื่นชมกันตลอดที่เดินไปถนนวัวลาย

 
 
หลายๆ คนบอกว่า ถนนคนเดินวัวลายนี่เปรียบเสมือนสังเวียนย่อย ส่วนถนนคนเดินพุ่งนี้เป็นสังเวียนใหญ่ คือลองมาค้าแข้งที่นี่ก่อนก็ได้ ถ้าชอบหรือสามารถเดินได้อย่างบ่ยั่น พรุ่งนี้เตรียมค้าแข้งกับสนามใหญ่ได้เลย เพราะขานั้นกว้างใหญ่มาก ควรที่จะอึดเป็นพิเศษ

 

แต่แปลกนะครับ ผมกลับชอบถนนคนเดินที่วัวลายมากกว่าแฮะ อาจเป็นเพราะที่นี่เป็นถนนคนเดินสั้นๆ ไม่ยาวนัก คนก็ไม่หนาแน่นมาก ส่วนสินค้าก็ไม่ต่างกันเลยครับ เพียงแค่ตัวเลือกอาจจะมีน้อยกว่าเท่านั้น เสน่ห์ที่มีก็แตกต่างกันไป แต่ด้วยความที่ถนนวัวลายถือว่าเป็น “ถนนสายช่างโลหะ” เพราะมีช่างทำเครื่องโลหะมากมายอยู่ที่นี่ เราจึงไม่เพียงได้เดินช็อปปิ้งสินค้าของคนเมืองเท่านั้น แต่ยังได้สัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้านละแวกวัวลายอย่างใกล้ชิดอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นกันเอง และน่ารักทุกคนเลยครับ แถมสินค้าก็ราคาไม่แพง และมีเอกลักษณ์สูงอีกด้วย

 

ชาวต่างชาติเลยค่อนข้างเยอะนะครับที่นี่ ในสายตาของผม

ตามสไตล์ของผมครับ เจออะไรแปลกๆ ก็อยากลองไปซะหมด (ส่วนใหญ่จะเน้นของกิน หึหึ Undecided) ของบางอย่างก็ไม่แปลกแตกต่างอะไรจากสวนลุมไนท์บาซาร์บ้านเราเท่าไหร่ (แต่ตอนนี้ไม่มีสวนลุมไนท์ฯ แล้วนะเออ) เลยไม่ได้ซื้อของฝากอะไรมา แล้วผมก็คิดว่ายังไงพรุ่งนี้ก็ต้องไปถนนคนเดินในเมืองอยู่แล้ว เดี๋ยวค่อยไปซื้อเอาที่โน่นเลยละกัน ที่นี่เลยกลายเป็นถนนสายอาหารสำหรับผมไปตามระเบียบครับ ฮ่า ฮ่า

เดินกันจนค่ำมืด เดินไปแล้วก็เดินกลับ แล้วก็เดินไปกลับไปกลับอยู่แบบนี้ประมาณ 3 – 4 เที่ยวได้ เรา 3 คนก็เล็งเห็นแล้วว่า ควรจรลีไปจากที่นี่สักทีและมุ่งหน้าไปกินนมหน้าม. เชียงใหม่กันดีกว่า

ระหว่างเดินกลับก็เจอคุณป้าขายลูกชิ้นหมูปิ้งแต่งตัวแบบโมเอะ** นั่งปิ้งลูกชิ้นหมูจิ๋วอยู่ท้ายรถสไตล์กันดั้มวิงสีชมพูแปร๊ดอย่างโดดเด่นมาก อดไม่ได้ที่จะเข้าไปคุยด้วย จึงได้รู้ว่า ป้าแกต้องการความเก๋เท่ไม่เหมือนใคร ใครเห็นก็ต้องจำได้ เคยออกรายการทีวีมาแล้วหลายครั้งด้วยนะ แถมตอนนี้ความบ้า เอ๊ย ความเปรี้ยวอย่างป้าได้ขยายแฟรนไชส์ไปสู่ละแวกพระราม 2 แห่งกรุงเทพมหานครเรียบร้อยแล้ว ใครอยากเห็นร่างก็อปปี้ของป้าแกลองไปดูได้นะครับ

**โมเอะ เป็นศัพท์แสลงในภาษาญี่ปุ่นที่พวกโอตากุชอบใช้กับตัวละครเด็กวัยกระเตาะ (ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง) ที่ยังไม่เติบโตเต็มที่ ต้องพึ่งพาคนอื่น ทำให้ผู้ชมอยากปกป้องดูแล จนถึงขั้นหลงรักได้ในที่สุด ซึ่งคุณป้าแกก็ทำให้ผมหลงรักนะครับ โมเอ๊ะ โมเอะ
 

ผมว่าป้าแกเท่จริงๆ ส่วนเรื่องลูกชิ้นจะอร่อยรึไม่นั้นขอไม่พูดถึงนะครับ เพราะไม่ได้ซื้อกิน (ฮา) Surprised

ในที่สุดก็เดินมาถึงรถโดยสวัสดิภาพ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่สวัสดิภาพ...
เมื่อพี่อ๋องเปิดประตูรถ... เสียบกุญแจเข้าไป... แล้วบิดเบาๆ...
บิดเบาๆ... ไม่ติด, บิดอีกที... ไม่ติด, บิดแรงขึ้น... ไม่ติด, บิดสุดแรงเกิด!!... ไม่ติ๊ดดดด!!
 

ซวยแล้วครับ... รถตายสนิทโดยไร้เหตุผล... ทำยังไงดี!!